ตลาดหุ้นไทยที่มีหุ้นกว่า 800 บริษัทก็เหมือน “มหาสมุทร” ที่เต็มไปด้วยปลาเล็กและ “ปลาใหญ่” แข็งแรงเติบโต
การจะหาปลาใหญ่ไม่ง่าย แต่ด้วย efin StockPickUp Pro และหลักการ “การเติบโตของกำไร” จะทำให้เรามีแผนที่นำทาง
ทำไมต้องเริ่มที่ “กำไร”?
ไม่ว่าเทรนด์การลงทุนจะเปลี่ยนไปแค่ไหน จะมี Metaverse, EV Car หรือ AI เข้ามา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงเสมอคือ บริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืนต้อง “มีกำไร”
กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ บรรทัดสุดท้ายที่บอกว่าบริษัทเหลือเงินเข้ากระเป๋าจริงเท่าไร
การเลือกหุ้นที่กำไรเติบโตต่อเนื่องก็เหมือนเดินทางไปกับเพื่อนที่แข็งแรงขึ้นทุกปี
สูตรสแกนหุ้นกำไรโต 3 ขั้นตอน
Step 1: คัดกรองด้วย “เครื่องยนต์แห่งการเติบโต” (Net Profit & EPS Growth)
ขั้นตอนแรกสุดคือการหาบริษัทที่มี “เครื่องยนต์” ที่ดี หรือก็คือความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง เราจะใช้ 2 เงื่อนไขหลักเป็นตัวกรองชั้นแรก
1. Net Profit Growth (%YoY) 1 Years(กำไรสุทธิเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน)
• เงื่อนไขนี้จะช่วยคัดกรองบริษัทที่สามารถสร้างกำไรในปีล่าสุดได้มากกว่าปีก่อนหน้า
• เป็นสัญญาณบวกด่านแรกว่าธุรกิจกำลังขยายตัวหรือมีการจัดการที่ดีขึ้น
2. Trailing EPS Growth(%) > Trailing EPS Growth(%) Avg 12 Quarters(อัตราการกำไรต่อหุ้น 4 ไตรมาสล่าสุดเติบโตมากกว่าเฉลี่ย 12 ไตรมาส)
• กำไรต่อหุ้น (Earning Per Share) บอกเราว่ากำไรของบริษัทเมื่อหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดแล้วเป็นเท่าไหร่
• การที่ EPS โต หมายความว่าผู้ถือหุ้นแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งจากกำไรที่มากขึ้น
• Trailing EPS Growth(%) จะเป็นการวัดอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้น 4 ไตรมาสล่าสุด
วิธีการตั้งค่า: ในหน้า Scan ให้กด “Add Condition” แล้วเลือก 2 เงื่อนไขนี้ แค่นี้ เราก็ได้รายชื่อหุ้นที่ “กำลังเติบโต” มาอยู่ในมือแล้ว
Step 2: ตรวจสอบ “ความถูกแพง” (P/E Ratio – P/BV Ratio)
เจอของดีแล้ว แต่ถ้าต้องจ่ายในราคาที่แพงเกินไปก็อาจจะไม่คุ้มค่า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Growth Trap” หรือกับดักของหุ้นเติบโต คือการซื้อบริษัทที่ดีในราคาที่สูงเกินไป ขั้นตอนนี้เราจึงมาคัดกรองหาหุ้นที่ “ราคาไม่แพง” กัน
1. P/E Ratio (Price-to-Earning Ratio)
• อัตราส่วนนี้บอกเราว่าราคาหุ้นปัจจุบันคิดเป็นกี่เท่าของกำไรต่อหุ้น
• พูดง่ายๆ คือ ถ้าเราซื้อหุ้นวันนี้ ต้องใช้เวลากี่ปีบริษัทถึงจะทำกำไรได้เท่ากับราคาที่เราจ่ายไป
• ค่า P/E ที่ต่ำอาจหมายถึงหุ้นราคาถูกเมื่อเทียบกับกำไร
2. P/BV Ratio (Price-to-Book Value Ratio)
• อัตราส่วนนี้เทียบราคาหุ้นกับมูลค่าทางบัญชีของบริษัท
• ค่าที่ต่ำกว่า 1 → สามารถซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัทเสียอีก
วิธีการตั้งค่า: ลองเพิ่มเงื่อนไข P/E Ratio < 20 และ P/BV Ratio < 2 เข้าไปดู (ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าเริ่มต้น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละอุตสาหกรรม) เพื่อคัดกรองหุ้นที่เติบโตแต่ราคายังไม่วิ่งไปไกลจนเกินไป
Step 3: ตรวจสอบ “รากฐานที่มั่นคง” (Financial Health – D/E Ratio)
บริษัทที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งควรจะโตด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ใช่โตด้วยการก่อหนี้สินมหาศาลซึ่งมีความเสี่ยงสูง เราจึงต้องตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตนั้นมั่นคงจริง
D/E Ratio (Debt-to-Equity Ratio)
• อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวชี้วัดโครงสร้างทางการเงินที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง
• ค่า D/E ที่ต่ำ(โดยทั่วไปควรน้อยกว่า 1.5-2 เท่า) → บริษัทใช้เงินทุนจากเจ้าของเป็นหลัก
• มีภาระหนี้สินน้อย ทำให้มีความเสี่ยงต่ำและทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจผันผวนได้ดีกว่า
วิธีการตั้งค่า: เพิ่มเกราะป้องกันความเสี่ยงให้พอร์ตของเรา ด้วยเงื่อนไข D/E Ratio < 1.5 เพื่อเลือกบริษัทที่โตอย่างแข็งแรงและไม่ใช่โตบนความเสี่ยง
บทสรุป: จากการสแกนสู่การตัดสินใจ
เมื่อเรานำทั้ง 3 ขั้นตอนมารวมกัน เราจะได้รายชื่อหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ทั้ง “เติบโตดี-ราคาเหมาะสม-การเงินแข็งแกร่ง” มาจำนวนหนึ่ง
แต่ขอย้ำเสมอว่า เครื่องมือสแกนหุ้นเปรียบเสมือน “ผู้ช่วยนักวิเคราะห์” ที่คัดกรองข้อมูลเบื้องต้นมหาศาลให้เรา แต่หน้าที่ในการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย ยังคงเป็นของเราในฐานะ “ผู้จัดการกองทุน” ของตัวเอง
ดังนั้น หลังจากได้รายชื่อหุ้นมาแล้ว อย่าลืมนำไปทำการบ้านต่อเสมอ:
• อ่าน Factsheet หรือ 56-1 เพื่อทำความเข้าใจโมเดลธุรกิจ
• ดูข้อมูล Opportunity Day เพื่อฟังวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร
• วิเคราะห์อุตสาหกรรมและคู่แข่ง เพื่อดูแนวโน้มในอนาคต
การใช้เครื่องมืออย่างชาญฉลาดควบคู่ไปกับการวิเคราะห์เชิงลึก จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เรา “จับปลาใหญ่” ในมหาสมุทรการลงทุนแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน
🚀 พร้อมเป็น “นักล่าหุ้นกำไรโต“?
ทดลองใช้ Total Scan ใน efin StockPickUp ฟรี! คลิกเลย